เจอหลักฐานใหม่ คดีน้องชมพู่ พร้อมสอบพยานอีก 100 ปาก

ยังคงได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า จากกรณี น้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ หายจากบ้านพักใน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ก่อนที่จะพบเป็นศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้าน 5 กิโลเมตร ผลชันสูตรพบบาดแผลที่อวัยวะเพศ โดยขณะนี้ทางตำรวจเร่งหาหลักฐานเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอแฝง ซึ่งยังไม่เจอหลักฐานสำคัญอย่าง เสื้อกล้ามของน้อง พบเพียงเสื้อลายพรางถูกเผา พวงกุญแจรถตกบนเนินหิน พร้อมเหรียญสตางค์รู สภาพคล้ายโดนเผา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดพบศพมากนัก

ล่าสุดมีรายงานว่า พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีที่ สภ.กกตูม อีกครั้ง พร้อมเรียกประชุมแบบส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, กองกำกับการสืบสวนจังหวัดมุกดาหาร และกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4

จากนั้นในเวลา 12.00 น. พล.ต.อ. สุวัฒน์ ก็ได้เปิดเผยภาพรวมของการทำงานว่ามีความคืบหน้า 50% แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้ทราบทั้งหมด เพราะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน และต้องเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ถือว่าได้ค่อนข้างน้อย จึงต้องหาพยานหลักฐานอื่นและพยานบุคคลเพิ่ม เบื้องต้น ยังไม่สามารถให้รายละเอียดเจาะจง หรือสงสัยกลุ่มใดเป็นพิเศษ บางคนอาจจะมีการเรียกมาคุยหลายรอบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสงสัยมากกว่าคนอื่น อาจจะมีเพียงข้อมูลบางอย่างที่ยังสงสัยเท่านั้น

ส่วนประเด็นการเสียชีวิต ตำรวจไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเฉพาะแค่เรื่องแรงจูงใจทางเพศ แต่มองไปถึงภาพรวมทั้งหมดว่า อะไรสามารถเข้าถึงเหยื่อได้บ้าง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้สามารถระบุได้ว่าคนร้ายเป็นใคร เบื้องต้นสำหรับผลชันสูตรศพยังไม่พบดีเอ็นเอบุคคลแปลกปลอม รวมถึงข้อมูลที่ได้จากไสยศาสตร์นั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะรับฟังไว้ แต่ก็ต้องดูควบคู่ไปกับหลักฐานวิทยาศาสตร์ ตนไม่อยากให้ยึดติดกับเรื่องเหนือธรรมชาติมากเกินไป สามารถเชื่อได้ แต่ก็ขอให้อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานด้วย

พล.ต.อ. สุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักฐานที่ถูกค้นในป่าก่อนหน้านี้ เช่น เสื้อลายพราง หรือกุญแจรถจักรยานยนต์ ว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ ด้านเสื้อน้องชมพู่ที่หายไป หากพบในตอนนี้ ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่าจะหลงเหลือหลักฐานอะไรอยู่อีกหรือไม่ แต่ก็ต้องพยายามหากันต่อ ควบคู่ไปกับการสอบสวนพยานบุคคลที่ได้มากกว่า 100 ปาก และยังคงมีความหวังทุกวันว่าจะจับตัวคนร้ายได้

จากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประมาณ 10 นาย, กองกำกับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดมุกดาหาร ประมาณ 30 นาย, ตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 10 นาย, เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากอุทยานแห่งชาติภูผายล จำนวน 4 นาย และสื่อมวลชนอีกประมาณ 8 คน ได้ร่วมกันเดินค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมขึ้นไปเขาภูเหล็กไฟ โดยจะแบ่งเป็น 3 ทีม ทีมละประมาณ 10-15 คน เดินค้นหาบริเวณใต้จุดที่พบแหวนลงมาถึงตีนเขา

โดยจะเดินแยกกันออกไปจากบ้านน้องชมพู่ ผ่านป่ามันสำปะหลังฝั่งซ้ายของภูเขา เมื่อขึ้นเขาได้ประมาณ 400 เมตร ทีมที่ 1 ก็เดินแยกลงไป จากนั้นก็เดินขึ้นมาอีกประมาณ 1 กม. ทีมที่ 2 ก็ได้แยกตัวออกไป โดยทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ไปกับทีมที่ 3 ซึ่งจะเดินขึ้นไปให้ถึงจุดพบแหวน และค้นหาลงมาด้านซ้ายของภูเขาจนถึงตีนเขา

เมื่อเดินลงมาถึงตีนเขาด้านซ้ายพบลำธารที่ชาวบ้านเรียกว่า “ห้วยบุง” พบปลอกมีดที่ทำด้วยท่อ PVC ยาว 20 เซนติเมตร ที่มีรอยไฟไหม้ และปลายด้ามมีรอยแตกชำรุด จุดนี้ห่างจากจุดพบศพ 4 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บปลอกมีดไว้เป็นหลักฐาน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า จะเป็นปลอกมีดของชาวบ้านที่มาหาของป่า ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ จึงเก็บไปตรวจสอบ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 2 ชม. เริ่มตั้งแต่ 14.00-16.00 น.

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเดินลาดตระเวน ยังพบถุงเท้า 1 ข้าง มีรอยปักคล้ายลายการ์ตูน ลักษณะสีขาว ปลายถุงเท้าลายสีฟ้าคราม ขนาดไม่ใหญ่มากตกอยู่ข้างทางขึ้นบนยอดภูเหล็กไฟ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เจอแหวนเพียง 100 เมตร เท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บไปเพื่อพิสูจน์หลักฐานต่อไป

Loading...